Biblio Podcast EP.1 พัฒนาตนเองทุวันแต่ยังไม่สำเร็จ? ลองปล่อยจอยชีวิตอย่างมีศิลปะ

Published : สิงหาคม 7, 2026 | Blog | Editor :

คุณเคยรู้สึกไหมว่า “ยิ่งโตขึ้น เราก็ยิ่งพยายามมากขึ้น” พยายามทำงานให้ดีขึ้น พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดในทุกวัน เพราะเราเติบโตมากับความเชื่อที่ว่า “ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความพยายาม”  แต่บางครั้งยิ่งเราฝืนและพยายามมากเกินไป เรากลับหนื่อย และห่างจากสิ่งที่ต้องการ

วันนี้ Bilio Podcast อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับแนวคิดที่ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่เราเคยเชื่อมาตลอด กับหนังสือ “ศิลปะแห่งการไม่ดิ้นรนฉบับคนฝรั่งเศส” ผลงานของ ออลลิวิเยร์ ปรูร์อิอล และเพื่อให้เข้าใจแนวคิดนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น วันนี้เราได้รับเกียรติจากผู้ที่ถ่ายทอดหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างงดงาม นักแปลหนังสือเล่มนี้ “คุณปืน สธน ตันตราภรณ์” และชวนพูดคุยโดย “คุณวอร์ม สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ”  

หนังสือ “The French Art of Not Trying Too Hard” คอนเซ็ปต์สำคัญของเล่มนี้คืออะไร

คุณปืน: คนฝรั่งเศสมีคำคำหนึ่งที่ใช้กันบ่อยคือ “Je ne sais quoi” ถ้าแปลตรงตัวก็คือ “บอกไม่ถูก” แต่จริง ๆ แล้วคำนี้มีความหมายลึกกว่านั้น เพราะมันเป็นทั้งวิธีคิดและคอนเซ็ปต์ที่สะท้อนหลายแง่มุมของการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศส

คำนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ “บอกไม่ถูก” แต่หมายถึง “เสน่ห์ที่อธิบายไม่ได้” สมมติเราเห็นผู้หญิงฝรั่งเศสคนหนึ่งเดินมา แต่งตัวธรรมดามาก ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ผมก็ไม่ได้เซ็ต แต่ทำไมถึงดูดีจัง แม้แต่คนฝรั่งเศสเองก็อธิบายไม่ได้ เขาก็จะบอกแค่ว่า ผู้หญิงคนนี้ “Je ne sais quoi”

หนังสือเล่มนี้พยายามหยิบวิธีคิดหลาย ๆ แบบ รวมถึงแนวคิดเรื่อง “Je ne sais quoi” มาชวนคุยว่า ทำไมศิลปะการใช้ชีวิตแบบคนฝรั่งเศสถึงดูดี ทำไมเวลาพูดก็น่าฟัง เวลาคิดก็น่าสนใจ เวลาใช้ชีวิตก็ดูเป็นธรรมชาติ และเวลาทำสิ่งต่าง ๆ ก็มักประสบความสำเร็จ ทั้งที่ดูเหมือนไม่ได้พยายามอะไรมาก

บทแรกของหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องได้ดีมาก ผู้เขียน “โอลิวิเยร์ ปูร์ริออล” เล่าว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะเขียนหนังสือเล่มนี้เลย วันหนึ่งเขาไปกินข้าวกับเพื่อนที่เป็นบรรณาธิการ ทั้งคู่ไม่ได้คุยเรื่องงาน แค่นั่งดื่มไวน์และพูดคุยกันตามปกติ ระหว่างนั้นเขาพยายามทำให้ลูก ๆ ที่กำลังวิ่งเล่นหยุดส่งเสียง แต่ยิ่งพยายาม เด็ก ๆ ก็ยิ่งไม่หยุด

สุดท้ายเขาเลิกพยายาม แล้วไม่นานเด็ก ๆ ก็เริ่มง่วงและหลับไปเอง บรรณาธิการจึงพูดขึ้นมาว่า “ลองเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม” นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้

#ครั้งแรกที่ได้อ่านและแปลหนังสือเล่มนี้รู้สึกอย่างไร

คุณปืน: อ่านครั้งแรกก็ชอบเลย เพราะรู้สึกว่าบทนำแข็งแรงมาก เปิดมาแล้วดึงเราเข้าไปอยู่กับหนังสือทันที ทำให้รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ

ตอนนั้นเป็นต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ส่งมาให้พิจารณาแปล พี่ปืนกำลังอยู่ที่อังกฤษช่วงคริสต์มาส มีเวลาอ่านแบบสบาย ๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ จนตัดสินใจตอบรับงานแปลกับบิบลิโอ แต่พอเริ่มแปลจริง ๆ ก็พบว่า การอ่านกับการแปลไม่เหมือนกันเลย

ตอนอ่านสนุกมาก แต่ตอนแปลกลับยากมาก เพราะผู้เขียนเป็นนักคิดที่ค้นคว้ามาอย่างละเอียด แม้น้ำเสียงจะดูสบาย ๆ แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยการอ้างอิงนักปรัชญากรีก โรมัน นักคิด นักเขียน และองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา หน้าที่ของคนแปลจึงไม่ใช่แค่ถ่ายทอดภาษา แต่ต้องกลับไปศึกษาสิ่งที่ผู้เขียนอ้างถึงด้วย ทำให้ต้องเจอคำศัพท์เฉพาะจากหลายศาสตร์ หลายยุคสมัย จนมีช่วงหนึ่งที่คิดจริง ๆ ว่า “หรือจะไม่แปลดี”

แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า หนังสือเล่มนี้กำลังพูดถึง “Not Trying Too Hard” นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้แนวคิดของหนังสือกับตัวเอง แทนที่จะแปลแบบเดิม ๆ ก็ลองเปลี่ยนวิธีทำงาน ลองรับมือกับความยากด้วยวิธีที่ผู้เขียนกำลังชวนเราเรียนรู้ เขาอุตส่าห์ค้นคว้ามามากมายเพื่อบอกเราว่า ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องฝืนตัวเองจนเกินไป สุดท้ายพี่ปืนก็ยืมวิธีคิดเหล่านั้นมาใช้กับการแปล และพูดได้เต็มปากเลยว่า การที่หนังสือแปลเล่มนี้ออกมาสำเร็จ เครดิตทั้งหมดต้องยกให้หนังสือเล่มนี้

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ หนังสือไม่ได้อ้างอิงแค่ปรัชญา แต่หยิบตัวอย่างจากหลายศาสตร์ แม้กระทั่งการทำอาหาร อย่างเรื่องหัวหอม เวลาพวกเราทำอาหารก็มักจะชั่ง ตวง และคอยควบคุมทุกขั้นตอน แต่คนฝรั่งเศสบางคนแค่โยนหัวหอมลงหม้อ แล้วไปทำอย่างอื่น พอกลับมา หัวหอมก็ค่อย ๆ ละลายจนเกิดเป็นความหวานแบบคาราเมลไลซ์ (caramelized) กลายเป็นฐานรสชาติของอาหาร

วิธีคิดแบบนี้ซ่อนอยู่ตลอดทั้งเล่ม เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ยากเกินกว่าที่ใครจะอ่านได้ และผมเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะเป็นนักดนตรี นักกีฬา คนทำงานสายครีเอทีฟ หรือสนใจประวัติศาสตร์ คุณก็จะเจอมุมที่เชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง และได้เรียนรู้อะไรกลับไปแน่นอน

 —-

TOPIC 1: The Pain of Over-trying

คำถาม: เราอยู่ในยุคที่ทุกคนบอกว่าถ้ามีเวลาว่างก็ควรพัฒนาตัวเอง ไม่ควรหยุดอยู่กับที่ หนังสือเล่มนี้มองเรื่องนี้อย่างไร

คุณปืน: ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่เรียกได้ว่าเป็น Self-improvement Fatigue คือทุกคนต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เหมือนเป็นข้อกำหนดของสังคม หยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ถ้าไม่พัฒนาตัวเองก็เหมือนกำลังทำอะไรผิด เราเลยต้องตะบี้ตะบัน ต้องฝืน ต้องเค้น ต้องพยายามอยู่ตลอด

ลองสังเกตเวลาเข้าร้านหนังสือ พี่ปืนมั่นใจว่าหนังสือขายดีจะมีอยู่ประมาณ 3 ประเภท

ประเภทแรกคือ หนังสือที่บอกว่า “ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ” ทั้งในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิต เช่น ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีคุณภาพ ทำอย่างไรให้เติบโตในสายอาชีพ รับมือกับการทำงานในออฟฟิศอย่างไร หรือทำอย่างไรให้ชีวิตก้าวหน้า

ประเภทที่สองคือ หนังสือว่าด้วยความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความรัก มิตรภาพ หรือครอบครัว เหมือนทุกความสัมพันธ์ต้องมีปัญหา และเราต้องหาวิธีแก้ไขมัน

ส่วนประเภทที่สามคือ หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจิตและการรับมือกับสภาวะทางอารมณ์ เพราะดูเหมือนว่าทุกคนกำลังเหนื่อย กำลังเครียด และกำลังหาทางดูแลจิตใจของตัวเอง

สุดท้ายแล้วมันกลายเป็นว่า เราต้องประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ และต้องมีสุขภาพจิตที่ดีไปพร้อม ๆ กัน พี่ปืนมองว่า เมื่อหนังสือทั้งสามประเภทนี้ได้รับความนิยม เราจะเริ่มเห็นหนังสือแบ่งออกเป็นสองขั้ว

ขั้วแรกคือหนังสือที่ผลักดันให้เราทุ่มทุกอย่าง ต้องทำให้เต็มที่ ต้องเทหมดหน้าตักเพื่อให้ประสบความสำเร็จ อีกขั้วหนึ่งกลับบอกว่า “ช่างมันเถอะ” เลิกพยายามไปเลย ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว

แต่เสน่ห์ของ The French Art of Not Trying Too Hard คือ หนังสือเล่มนี้ไม่เลือกอยู่สุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง แต่วางตัวอยู่ตรงกลาง ทุกบทในหนังสือกำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน คือ “ศิลปะแห่งการไม่ดิ้นรน”

แต่คำว่า “ไม่ดิ้นรน” แตกแขนงออกไปเป็นวิธีการมากมาย ว่าจะไม่ดิ้นรนอย่างไรให้ยังทำงานสำเร็จ จะใช้วิธีไหน นักกีฬาก็มีวิธีของนักกีฬา นักดำน้ำก็มีวิธีของนักดำน้ำ นักเปียโนก็มีวิธีของนักเปียโน คุณเลือกแนวทางที่เหมาะกับตัวเองได้ เพราะท้ายที่สุด พี่ปืนเชื่อว่าทุกคนที่กำลังฟังอยู่ น่าจะเห็นตรงกันว่า คำว่า “ฝืน” ไม่มีข้อดีเลย มันไม่เคยเป็นคำในเชิงบวก

คำถาม: ถ้าวันนี้เราไม่ Productive เลย เรายังมีคุณค่าไหมในมุมมองของหนังสือเล่มนี้

คุณปืน: พี่ปืนมองที่ผลลัพธ์มากกว่า แต่ละคนใช้กระบวนการไม่เหมือนกัน ถ้าสุดท้ายไปถึงเป้าหมายเหมือนกัน ก็มีคุณค่าเหมือนกัน บางคนซ้อมหนักมาก แล้ววิ่งเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณเลือกแบบนั้นก็ไม่ผิด ขอแค่อย่าวิ่งจนต้องเข้าโรงพยาบาล หรือหมดแรงล้มอยู่ที่เส้นชัยก็พอ แต่อีกคนหนึ่งอาจบอกว่า “ฉันก็จะไปถึงเหมือนกัน แต่จะไปในจังหวะของฉัน ในความเร็วของฉัน” แบบนั้นก็ไม่ได้ผิด

ในที่ทำงานอาจมีเดดไลน์ แต่การไปถึงเดดไลน์มีหลายวิธี คุณอาจทำเสร็จก่อนเวลา ทำเสร็จตรงเวลา หรือพูดคุยต่อรองกับหัวหน้างาน เพื่อหาความเข้าใจร่วมกันก็ได้ สิ่งสำคัญคือ ลองถามหา Why ก่อนที่จะถาม What, When, Where, How หรือ Who เพราะเมื่อเราเข้าใจว่าทำไมต้องทำสิ่งนี้ เราจะเข้าใจคุณค่าของเป้าหมายที่กำลังเดินไปหา

อีกเรื่องหนึ่งที่หนังสือย้ำมากคือ คำว่า “ไม่ดิ้นรน” กับ “เลิกทำ” เป็นคนละเรื่อง การไม่ดิ้นรนแปลว่า เรายังทำอยู่ อาจทำแบบสบาย ๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือบางวันอาจทำได้ไม่เต็มร้อย แต่ก็ยังเดินหน้าต่อ ส่วนการเลิก คือการหยุดตั้งแต่ยังไม่ถึงเส้นชัย

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ชวนให้เลิกทำอะไรเลย ตรงกันข้าม ทุกบทกำลังพาเราไปถึงเส้นชัย เพียงแต่เปิดโอกาสให้เราเลือกวิธีเดินไปถึงในแบบของตัวเอง จะไปเร็ว จะไปช้า จะไปแบบสบาย ๆ หรือจะไปด้วยความตั้งใจก็ได้ หลายครั้งเราอยากพัฒนาตัวเองมาก แต่ร่างกายและจิตใจไม่ไหวแล้ว ความเหนื่อย ความล้า หรือความอ่อนแรง ทำให้เราอยากเลิกทั้งหมด ซึ่งการเลิกนั้นทำได้ง่าย แต่สิ่งที่ตามมาคือ เราอาจไม่มีวันเห็นผลลัพธ์เลย ในทางกลับกัน ถ้าเลือกที่จะไม่ดิ้นรน วันนี้อาจพักให้มากขึ้น พรุ่งนี้ค่อยเดินต่อ ถึงแม้จะไปถึงช้ากว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ยังไปถึง และเมื่อไปถึงแล้วคุณค่าของการไปถึงก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

คำถาม  : ทำไมคนบางคนดู effortless แต่กลับประสบความสำเร็จ คุณปืนมีคนดังชาวฝรั่งเศสที่ถูกกล่าวถึงในเล่มที่พอจะยกตัวอย่างได้ไหม?

คุณปืน: พี่ปืนขอยก 2 ตัวอย่างที่ชอบมาก ๆ เลย ตัวอย่างแรกคือ “ซีเนดีน ซีดาน” ทั้ง ๆ ที่พี่ปืนไม่ใช่คนดูฟุตบอลนะ แต่ทุกคนก็น่าจะรู้จักเขาในฐานะกองกลางระดับโลกของฝรั่งเศส

ในหนังสือเล่าถึงซีดานว่า เขาฝึกฝนมาตลอดทั้งชีวิต พอถึงช่วงท้ายของอาชีพ วันที่ตั้งใจว่าจะเป็นหนึ่งในแมตช์สุดท้ายของตัวเอง เขากลับให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จะลงไปเล่นแบบปล่อยไหลเล่นเอาสนุก

ผู้เขียนเรียกสภาวะนี้ว่า The Experience of Grace หรือ “สภาวะเทพประทาน” คือช่วงเวลาที่เราเลิกฝืน เลิกพยายามเค้นทุกอย่าง แล้วปล่อยให้สิ่งที่สะสมมาทั้งหมดทำงานเอง

ผลคือ วันนั้นเขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกอย่างลื่นไหลจนคนดูอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเล่นดีขนาดนั้น ทั้งการเคลื่อนไหวหรือจังหวะทุกอย่างเหมือนเป็นธรรมชาติ ทั้งที่ความจริงมันเกิดจากการฝึกซ้ำมาทั้งชีวิต จนร่างกายมี muscle memory แล้ว พอถึงเวลาจริงก็ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเค้นอีก

พออ่านบทนี้ ปืนนึกถึงประสบการณ์ของตัวเองเลย สมัยที่เล่นละครเวทีเรื่อง END Station ซึ่งดัดแปลงมาจาก A Streetcar Named Desire ปืนต้องเล่นเป็นตัวละครผู้หญิงที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์มาก ทุกรอบก่อนขึ้นเวทีเตรียมตัวหนักมาก นั่งท่องบท นั่งจูนอารมณ์ บ่มตัวเองก่อนเล่น ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ คนดูก็ชอบ ได้เสียงปรบมือทุกครั้ง

แต่กลับมีอยู่สองรอบสุดท้ายที่ปืนจำไม่ได้เลยว่าทำไมถึงปล่อยได้ อาจจะเพราะเล่นจนเข้าเนื้อแล้ว หรืออาจจะมั่นใจในตัวเองมากพอ มีอยู่ฉากหนึ่งที่ต้องพูดความในใจ อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเอง ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบอื่น ตอนแรกก็ตกใจ พยายามจะกลั้นไว้ แต่สุดท้ายมันหยุดไม่ได้ กลายเป็นว่าอารมณ์ของตัวละครพาไปเอง

หลังจบการแสดง หลายคนบอกว่านั่นคือรอบที่ดีที่สุด ทุกอย่างลงตัว เหมือนตัวละครเก็บทุกความรู้สึกมาตลอดเรื่อง แล้วมาระเบิดออกในฉากนั้นพอดี

นี่แหละคือสิ่งที่หนังสือพยายามจะบอกว่า Not Trying Too Hard ไม่ได้แปลว่าไม่ฝึก ไม่ได้แปลว่าไม่ทุ่มเท แต่แปลว่าคุณทำงานหนักมาก่อนแล้ว พอถึงเวลาจริง คุณกล้าปล่อยให้ทุกอย่างทำงานเอง เหมือนซีดานที่ฝึกมาทั้งชีวิต แล้วแมตช์สุดท้ายก็ปล่อยให้ร่างกายพาไป หรืออย่างปืนที่ซ้อมละครมาหลายเดือน จริง ๆ มันอาจจะปล่อยได้ตั้งแต่รอบแรกแล้วก็ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่ยอมปล่อย

อีกตัวอย่างที่ชอบมากเป็นคนละขั้วเลย คือ ฌาคส์ มายอล (Jacques Mayol) นักดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ หรือการดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ คำถามคือ ทำไมเขาถึงดำลงไปได้ลึกกว่าระดับที่วิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่ามนุษย์ควรจะทำได้

หลายคนฝึกด้วยการคำนวณทุกอย่าง ทั้งเรื่องปอด ฟิสิกส์ สรีรวิทยา วางแผนทุกขั้นตอนว่าจะลงลึกแค่ไหน แต่เขากลับฝึกอีกแบบ เขาว่ายน้ำกับโลมาตัวหนึ่งชื่อ Clown จนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกใต้น้ำ เวลาเขาดำ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่กำลังพยายามทำสถิติ แต่ดำไปด้วยสัญชาตญาณเหมือนเป็นปลาอีกตัวหนึ่ง

สองเรื่องนี้เหมือนกันตรงที่ ความ Effortless ไม่ได้เกิดจากการไม่พยายาม แต่เกิดจากการพยายามมามากพอ จนวันหนึ่งเราไม่จำเป็นต้องฝืนอีกต่อไป ร่างกาย ประสบการณ์ และสิ่งที่ฝึกฝนมาทั้งหมดจะพาเราไปเอง

 —-

Topic 2 :  Perfectionism

คำถาม: เรื่องความสมบูรณ์แบบ หรือ Perfectionism ก็น่าสนใจมากๆ ในเล่มนี้พูดถึงคอนเซ็ปต์นี้ด้วยไหม?

คุณปืน: หนังสือไม่ได้พูดถึง Perfectionism ตรง ๆ แต่ให้วิธีคิดที่น่าสนใจมาก เวลาพูดว่าใครเป็น perfectionist เรามักจะนึกถึงคนที่ทำงานไม่เสร็จสักที เพราะกำลังตามหาความสมบูรณ์แบบ สมมติปืนบอกว่าจะเขียนนิยายสักเล่ม ถึงกำหนดส่งแล้วก็ยังไม่ส่ง เพราะรู้สึกว่ามันยังไม่สมบูรณ์พอ ยังไม่ใช่ ก็เลยยังไม่ปล่อยงานออกมา

แต่จริง ๆ แล้วปืนว่ามันมี perfectionist อยู่สองแบบ

แบบแรกคือคนที่ทำจนสำเร็จและผลงานออกมาสมบูรณ์แบบ ส่วนอีกแบบคือคนที่ไม่มีวันทำสำเร็จ เพราะมัวแต่รอความสมบูรณ์แบบที่ยังมาไม่ถึง พอคิดแบบนี้ ปืนนึกถึงคำว่า “ชั่วโมงบิน” ขึ้นมาเลย เพราะถ้าอยากเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบ คนที่มีชั่วโมงบินย่อมมีโอกาสมากกว่า

แต่ชั่วโมงบินไม่ได้เกิดจากการเตรียมตัวอย่างเดียว มันเกิดจากการลงมือทำ เกิดจากการพลาด การล้ม การลองผิดลองถูก แล้วค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จนเก่งขึ้น น่าสังเกตว่าคำนี้เรียกว่า “ชั่วโมงบิน” ไม่ใช่ “ชั่วโมงเตรียมตัว” หรือ “ชั่วโมงอ่านทฤษฎี” มันหมายความว่าคุณต้องออกไปทำจริง

ตรงนี้แหละที่หนังสือพยายามจะสื่อ อย่าหมกมุ่นกับการคิดหรือทฤษฎีมากเกินไป แต่ให้ลงมือทำ เพราะการลงมือทำต่างหากที่จะพาเราเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าความสมบูรณ์แบบ สำหรับปืน หนังสือเล่มนี้อยู่ด้วยกันนานมาก ตั้งแต่ตอนอ่านจนถึงตอนแปล แล้วก็ทำให้เห็นวิธีคิดหลายอย่างที่ไม่ได้อยู่แค่ในเนื้อหา สิ่งที่ชอบคือ หนังสือไม่เคยบังคับ ไม่เคยขู่ ไม่เคยเค้นให้เราเชื่อ แต่ชวนให้เราลองปล่อยใจ ปล่อยสมองให้โล่ง แล้วค่อย ๆ คิดต่อด้วยตัวเองว่า วิธีแบบนี้จะพาเราไปเจออะไรได้บ้าง

ถ้าจะสรุปเรื่อง Perfectionism จากมุมมองของหนังสือ ปืนว่ามันมีสองตัวละคร

ตัวแรกเป็น perfectionist ที่ยอมให้ตัวเอง “ไม่เพอร์เฟกต์” ในช่วงที่กำลังสะสมชั่วโมงบิน เพราะรู้ว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่ครั้งแรก ทุกความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการพัฒนา จนวันหนึ่งก็สร้างผลงานที่ตัวเองพอใจได้

ส่วนอีกคนก็เป็น perfectionist เหมือนกัน แต่ปล่อยให้คำว่า “ต้องสมบูรณ์แบบ” กลายเป็นความกลัว จนไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย

หนังสือเล่มนี้กำลังพาเราไปเป็นคนแบบแรก คือยังตั้งมาตรฐานไว้ได้ แต่ไม่ปล่อยให้ความสมบูรณ์แบบมาหยุดการลงมือทำ และเข้าใจว่าความสมบูรณ์แบบจริง ๆ เกิดขึ้นได้จากการสะสมชั่วโมงบิน ไม่ใช่จากการรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนเสมอ

 —-

Topic 3 เทคนิคที่น่าสนใจในเล่ม

คำถาม: ศิลปะแห่งการไม่พยายามที่ผู้เขียนกำลังพยายามสื่อสารกับเรา ใช้ได้จริงในโลกการแข่งขันสูงไหม?

คุณปืน: คำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะเรามักจะคิดว่าโลกทุกวันนี้แข่งขันสูง ฉะนั้นเราก็ต้องทำให้มากกว่าคนอื่น ต้องทุ่มหมดหน้าตักถึงจะชนะ ปืนว่ามันเคยเป็นแบบนั้นนะ แต่วันนี้โลกเริ่มเดินออกจากจุดนั้นมาแล้ว ลองคิดดูว่า ถ้าทุกคนกำลังเร่ง แข่ง และทุ่มสุดตัวเหมือนกันหมด คนที่โดดเด่นอาจไม่ใช่คนที่ฝืนมากที่สุด แต่อาจเป็นคนที่ทำงานอย่างมีความสุข

ปืนรู้สึกว่าคนแบบนี้สร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับทั้งทีม ผลงานก็ไปถึงเป้าหมายเหมือนกัน แต่ไปถึงแบบสบาย ๆ ไปถึงแบบยิ้มได้ และทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย

ทุกวันนี้หลายองค์กรก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง Work-Life Balance มากขึ้น ทุกคนมีเวลาชีวิตของตัวเอง มีงานอดิเรก มีเรื่องที่ชอบ แล้วก็เอาเรื่องเหล่านั้นมาแบ่งปันกัน ในที่ทำงาน เราไม่ได้คุยกันแต่เรื่องงานอย่างเดียวอีกแล้ว เราคุยเรื่องชีวิต ถามไถ่กันมากขึ้น เพราะฉะนั้น ปืนว่าคนที่ไม่ต้องฝืนตัวเองตลอดเวลา ไม่ต้องเครียดตลอดเวลา อาจกลายเป็นแต้มต่อในโลกการทำงานยุคนี้ก็ได้ 

คำถาม: สำหรับเราที่เป็นสายครีเอทีฟ มีเทคนิคที่นำไปใช้ได้จริงจากในเล่มบ้างไหม

คุณปืน: พี่ปืนขอใช้คำนี้เลยว่า “โคตรเวิร์ก” เพราะตัวปืนเองก็เป็นสายครีเอทีฟ ไม่ได้เป็นสายวิชาการล้วน ๆ งานที่ทำต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ปืนรู้สึกคือ คนสายครีเอทีฟทำงานหนักมาก และเป็นกลุ่มที่หมดไฟหรือ Burnout ได้ง่าย เพราะสมองทำงานตลอดเวลา อาบน้ำก็คิดงาน ขับรถก็คิดงาน กินข้าวก็ยังคิดงาน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอเดียที่ดีที่สุดมักไม่ได้เกิดตอนที่เรากำลังเค้น คนทำงานครีเอทีฟน่าจะเคยเจอเหมือนกัน ห้องประชุมที่ทุกคนกำลังเครียด ๆ มักไม่ค่อยมีไอเดียดี ๆ ออกมา แต่พอประชุมเลิก ต่างคนต่างแยกย้าย อยู่ดี ๆ ไอเดียกลับผุดขึ้นมา แล้วแต่ละคนก็กลับมาพร้อมคำตอบ เพราะฉะนั้น คนสายครีเอทีฟควรให้คุณค่ากับช่วงเวลาที่เบา ๆ ของชีวิตบ้าง

หนังสือเล่มนี้ชวนให้เรากลับมาถามตัวเองว่า เราควรปล่อยให้ชีวิตเบาลงบ้างไหม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ไอเดียดี ๆ ได้เข้ามา บางครั้งเวลาที่เราพยายามไล่ล่าไอเดียมากเกินไป พยายามเค้นมากเกินไป สิ่งที่กำลังหาอาจอยู่ตรงหน้าแล้วก็ได้ แต่เรามองไม่เห็น ในทางกลับกัน ถ้าเราเปิดพื้นที่ให้สมองได้พัก ไอเดียเหล่านั้นกลับเข้ามาหาเราเอง 

จริง ๆ แนวคิดนี้ก็ย้อนกลับไปที่บทนำของหนังสือเลย ผู้เขียนไม่ได้คิดจะเขียนหนังสือเล่มนี้ระหว่างนั่งทำงาน แต่ไอเดียเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ขณะกำลังดื่มไวน์ คุยกับเพื่อน และปล่อยให้ลูก ๆ วิ่งเล่นกันตามปกติ คนเป็นนักเขียนก็ไม่ได้คิดจะเขียน คนเป็นบรรณาธิการก็ไม่ได้คิดจะหาหนังสือใหม่ แต่สุดท้าย “ไอเดียทอง” กลับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีใครกำลังพยายาม

อีกเทคนิคหนึ่งที่ปืนชอบมาก คือ “Free Writing”

วิธีทำง่ายมาก ตั้งหัวข้อขึ้นมาสักเรื่อง เช่น “หมา” แล้วตั้งเวลา 5 นาที จากนั้นเขียนทันที กติกาคือ ห้ามหยุด ห้ามแก้ ห้ามย้อนกลับไปอ่าน และห้ามพยายามทำให้สวย เขียนทุกอย่างที่ไหลออกมา จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ได้ หลายครั้งเราเริ่มต้นจากเรื่องหมา แต่สุดท้ายกลับไปจบที่แฟนเก่า ซึ่งปืนเจอบ่อยมาก แล้วกลายเป็นว่า ประโยคที่ดีที่สุด หรือไอเดียที่ดีที่สุด กลับโผล่ออกมาตอนนั้นเอง

“Free Writing” คือการปล่อยให้สมองทำงานแบบ “Auto Pilot” ปล่อยให้สิ่งที่สะสมอยู่ข้างในไหลออกมาโดยไม่ตัดสินมันก่อน มันเหมือนกับตอนที่ปืนเล่นละคร วัตถุดิบทุกอย่างถูกสะสมมานานแล้ว พอถึงเวลาจริง หน้าที่ของเราก็แค่ปล่อยให้มันบรรเลงออกมาเอง ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเค้นอีกต่อไป

 —-

อยากให้คุณปืนฝากข้อความถึงคนที่กำลังเหนื่อยกับการพยายาม(มากเกินไป) หรือคนที่กำลังลังเลที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านหน่อย 

คุณปืน: การตั้งใจทำอะไรบางอย่างเป็นคุณค่าอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะตั้งใจเป็นพนักงานที่ดี เป็นหัวหน้าที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงสัตว์ หรืออยากเล่นดนตรีให้เก่ง อยากเตะฟุตบอลให้ดี ทุกอย่างล้วนต้องใช้ความตั้งใจ

แต่ความตั้งใจมันมีหลายระดับ มีระดับที่ทำให้เราเจ็บตัว เจ็บใจ เหนื่อยจนหมดแรง แล้วก็มีอีกระดับหนึ่งที่ทำให้เรายังทำสิ่งนั้นได้อย่างมีความสุข สนุก และยังมีแรงเหลือสำหรับวันต่อไป ปืนคิดว่าคนเราปกติ พอเหนื่อยทั้งวัน กลับไปนอน ตื่นเช้ามาก็ควรจะมีแรงอีกครั้ง

แต่ถ้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าไม่มีแรงเลย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบ “ช็อต” แล้ว ถึงเวลาที่ควรกลับมาตั้งคำถามว่า การตะบี้ตะบัน การฝืน หรือการเค้นตัวเองที่กำลังทำอยู่ มันได้ผลจริงหรือเปล่า และนั่นแหละคือเหตุผลที่หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้น

มันเป็นหนังสือที่ชวนเรามาทำความรู้จักกับ “ศิลปะแห่งการไม่ดิ้นรน” ในแบบฉบับของคนฝรั่งเศส

ปืนพูดกับหลายคนเสมอว่า ถ้าใครกำลังเหนื่อยกับวิธีคิดหรือวิธีทำงานแบบเดิม ๆ แล้วอยากลองมองโลกอีกมุม ลองหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านดู แต่ปืนขออย่างหนึ่ง “อย่าตะบี้ตะบันอ่าน” อย่ากลับเข้าไปอยู่ในวงจรเดิมที่คิดว่า “ฉันต้องรีบอ่านให้จบ จะได้รีบเอาไปใช้ จะได้รีบประสบความสำเร็จ”

ผู้เขียนยังไม่ตะบี้ตะบันเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะฉะนั้นคนอ่านก็ไม่จำเป็นต้องตะบี้ตะบันอ่านเหมือนกัน ค่อย ๆ อ่าน เก็บสิ่งที่ชอบระหว่างทาง อ่านไปตามจังหวะของตัวเอง พอถึงหน้าสุดท้าย คุณจะรู้เองว่ามีอะไรที่หยิบไปใช้ได้บ้าง จริง ๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป หรือสูตรสำเร็จที่รออยู่ในหน้าสุดท้าย

สำหรับปืน ตั้งแต่ต้นเล่มก็ได้เครื่องมือมาแล้วหนึ่งอย่าง อ่านไปครึ่งเล่มก็ได้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง อ่านจนจบก็ได้อีกหนึ่งอย่าง แล้วพอแปลจนจบก็เหมือนได้เครื่องมือเพิ่มอีก สุดท้าย สิ่งที่หนังสือมอบให้ไม่ใช่คำตอบเดียว แต่เป็นคลังเครื่องมือที่เราหยิบมาใช้ได้ในแต่ละสถานการณ์ของชีวิต

แล้ววันหนึ่ง เวลาที่ต้องเจอกับความยาก ความกดดัน หรือความเหนื่อย คุณอาจจะนึกถึงเครื่องมือชิ้นหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ และพบว่ามันช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ โดยไม่ต้องฝืนตัวเองมากเหมือนเดิม

 —-

บางทีชีวิตเราอาจไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทุกวัน ไม่ต้องฝืนให้สมบูรณ์แบบทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองตลอดเวลา หากช่วงนี้คุณกำลังเหนื่อยกับการพยายาม หรือรู้สึกว่าต้องวิ่งตามอะไรบางอย่างแบบไม่มีจุดสิ้นสุด หนังสือเล่มนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่คุณได้หยุดพัก แล้วลองมองชีวิตในอีกมุมหนึ่ง

สำหรับวันนี้ ขอบคุณคุณปืน สธน ตันตราภรณ์ ที่มาร่วมพูดคุยและแบ่งปันมุมมองดี ๆ กับพวกเรา และขอบคุณเพื่อน ๆ นักอ่านที่รับฟังกันมาจนถึงช่วงท้ายของรายการ แล้วพบกันใหม่ใน Biblio Podcast Episode หน้า เราจะพาไปรู้จักกับหนังสือเล่มไหน และมีบทสนทนาอะไรน่าสนใจอีก รอติดตามกันนะ!


ศิลปะแห่งการไม่ดิ้นรนฉบับคนฝรั่งเศส

฿329 ฿280

#ศิลปะแห่งการไม่ดิ้นรนฉบับคนฝรั่งเศส โดยออลลิวิเยร์ ปรูร์อิอล นักปรัชญา นักเขียนความเรียง และนักเขียนนิยายมือรางวัล ชวนให้เรามองอีกมุมหนึ่งผ่านปรัชญาแบบฝรั่งเศสที่เรียกว่า “Je ne sais quoi” หรือ “ศิลปะของการไม่พยายาม”

แนวคิดที่เชื่อว่าเสน่ห์ ความงดงาม และความสำเร็จบางอย่างเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อมันดูเหมือนไม่ได้พยายามเลย

มีสินค้าอยู่ 516

SKU: 9786168381410
Category: ,

แท็ก

[seed_social]


Related Content